TH | EN
วารสารวิชาการ

ลักษณะของโฆษณาแฝงและทัศนคติของผู้ชมที่มีต่อโฆษณาแฝงในละครซิทคอมเรื่อง บ้านนี้มีรัก

รูปแบบผลงาน
งานวิจัย, บทความวิชาการ
รหัสวารสาร
-
ชื่อผลงาน
ลักษณะของโฆษณาแฝงและทัศนคติของผู้ชมที่มีต่อโฆษณาแฝงในละครซิทคอมเรื่อง บ้านนี้มีรัก
ผู้จัดทำผลงาน
ณฐมน ศรีแก่นจันทร์, วันดี ชวดนุช
บทคัดย่อ
การวิจัยเรื่อง ลักษณะของโฆษณาแฝงและทัศนคติของผู้ชมที่มีต่อโฆษณาแฝงในละครซิทคอม เรื่อง บ้านนี้มีรัก มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะของโฆษณาแฝงในละครซิทคอมเรื่อง บ้านนี้มีรัก ศึกษาทัศนคติของกลุ่มแฟนละครที่มีต่อโฆษณาแฝงในละครซิทคอมเรื่อง บ้านนี้มีรัก และศึกษาแนวโน้มพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าของกลุ่มแฟนละคร หลังจากเปิดรับชมละครซิทคอมเรื่อง บ้านนี้มีรัก การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วย 2 วิธีการ คือ วิธีการสนทนากลุ่ม (Focus Group) จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 7 คน และวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) จากกลุ่มตัวอย่างละครจำนวน 32 ตอน ผลการศึกษาพบลักษณะโฆษณาแฝงในละครซิทคอมเรื่อง บ้านนี้มีรัก 3 ลักษณะ คือ (1) ปรากฏเฉพาะตัวสินค้า หรือตราสินค้า (Product Placement) (2) ตัวละครมีการนำสินค้ามาบริโภค นำมาใช้ หรือหยิบจับ (Product Movement) และ (3) ตัวละครกล่าวถึงคุณสมบัติของสินค้า (Product Experience) รวมทั้งสิ้น 14.20 นาที จากเวลาการออกอากาศเนื้อหาละคร 40 นาที ในส่วนทัศนคติที่มีต่อโฆษณาแฝง พบว่า กลุ่มแฟนละครมีทัศนคติทั้งด้านลบและด้านบวก โดยด้านลบคือรู้สึกเบื่อหน่ายและเสียอรรถรสเนื่องจากการดำเนินเรื่องเต็มไปด้วยการแฝงโฆษณาที่ไม่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ ส่วนด้านบวกคือรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดาของธุรกิจสื่อและการวางสินค้าในฉากร้านของชำช่วยส่งเสริมให้ฉากมีความสมจริงยิ่งขึ้น สำหรับแนวโน้มพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าพบว่า โฆษณาแฝงไม่ได้มีผลต่อพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
คำสำคัญ
ละครซิทคอมเรื่อง บ้านนี้มีรัก, แนวโน้มพฤติกรรม, โฆษณาแฝง
ตีพิมพ์ที่
วารสารวิชาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, 22(38), 247-267
ปีที่ตีพิมพ์
2557
ชนิดเอกสาร
text
รูปแบบเอกสาร
pdf
จำนวนหน้า
21
ภาษา
tha
สังกัด
คณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ID MC Post
938
เอกสารอ้างอิง

อังศุมาลี อรรถเจดีย์, ณฐมน ศรีแก่นจันทร์, และ วันดี ชวดนุช. (2557). ลักษณะของโฆษณาแฝงและทัศนคติของผู้ชมที่มีต่อโฆษณาแฝงในละครซิทคอมเรื่อง บ้านนี้มีรัก. วารสารวิชาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, 22(38), 247-267